ตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงลงอย่างหนักในวันอังคาร(1เม.ย.) ถือเป็นการปิดลบในวันเดียวคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในรอบหลายปี หลังจากมาตรการรีดภาษีของทรัมป์ โหมกระพือความกังวลสงครามการค้าเต็มรูปแบบและฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
ดาวโจนส์ ลดลง 1679.39 จุด (3.98 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 40,545.93 เอสแอนด์พี ลดลง 274.45 จุด (4.84 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 5,396.52 จุด แนสแดค ลดลง 1,050.44 จุด (5.97 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 16,550.61 จุด
นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงสูง หันเข้าหาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความปลอดภัยมากกว่า หลังจาก ทรัมป์ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากร “พื้นฐาน” 10% จากสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสู่อเมริกา และบวกเพิ่มสำหรับอีกหลายสิบชาติ
มาตรการรีดภาษี สร้างความปั่นป่วนแก่ระเบียบการค้าโลก เน้นย้ำจุดยืนที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหน้ามือจากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ที่รัฐบาลทรัมป์รับปากว่าจะใช้นโยบายที่เป็นมิตรกับธุรกิจต่างๆนานา คำสัญญาที่ช่วยหนุนวอลล์สตรีทแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงเทขายของนักลงทุนสะท้อนถึงความเป็นจริงใหม่ทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลว่าประเทศอื่นๆจะตอบโต้มาตรการรีดภาษีของทรัมป์อย่างไร
จีน ประกาศแก้แค้นเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ที่เจอรีดภาษี 20% ส่วนเกาหลีใต้, เม็กซิโก, อินเดีย และคู่ค้าอื่นๆอีกหลายชาติ บอกว่าพวกเขาระงับการเอาคืนไว้ก่อนในตอนนี้ และหาทางประนีประนอม ก่อนที่มาตรการรีดภาษีของทรัมป์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน
ความกังวลต่อมาตรการรีดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯของทรัมป์ ได้ผลักให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกรอบ แต่หลังจากนั้นก็แกว่งตัวลงมาปิดลบในวันพฤหัสบดี(3เม.ย.) โดยราคาทองคำโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 44.50 ดอลลาร์ หรือ 1.4 % ปิดที่ 3,121.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์
#หุ้นสหรัฐร่วงหนัก
#สงครามการค้า